วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กองทุนอสังหาริมทรัพย์....อีกทางเลือกที่น่าสนใจในการลงทุน

ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเสนอทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ยต่ำ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)
ก่อนอื่น ผู้เขียนขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของท่านชวลิต ธนะชานันท์ ประธานกรรมการ มูลนิธิศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านเป็นบุคคลที่ถือได้ว่า เป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เรียบง่าย และสมถะ ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเสนอทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอย อัตราดอกเบี้ยต่ำ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และมีความคล่องตัวมากกว่าการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จริงๆ ซึ่งลักษณะของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะมีลักษณะที่คล้ายกับ Real Estate Investment Trust (REIT) ในต่างประเทศนั้นเอง
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรานับว่าเป็นช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเกิดขึ้นในปี 2546 โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) จะระดมเงินจากนักลงทุนไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง  เช่น อาคารสำนักงานย่านใจกลางเมือง โรงงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อพาร์ตเมนต์ หรือหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด และปัจจุบัน บลจ.ต่างๆ ที่จัดตั้งกองทุนดังกล่าวนิยมนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ลงทุนที่พลาดการลงทุนในช่วงที่ระดมเงินครั้งแรกหรือในช่วง IPO แต่ยังคงสนใจลงทุนในกองทุนดังกล่าวเพราะให้อัตราผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากเงินปันผลที่กำหนดจ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิประจำปี
ผู้เขียนมีข้อมูลที่น่าสนใจมาแบ่งปันคือ สถิติอัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในรูปเงินปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ 5 อันดับแรกจากจำนวน 21 กองทุนของไทยนั้นสูงถึงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับอัตราเงินฝากในปัจจุบันที่อยู่ในระดับร้อยละ 0.5- 1.75 หรือ ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปีที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ไม่เพียงเท่านี้นะคะนักลงทุนยังมีโอกาสได้รับกำไรส่วนเกินทุนหรือ Capital Gain ที่เกิดจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย
ด้วยความนิยมที่มีต่อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 21 กองทุน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือ Market Capitalization รวมกว่า 50,000 ล้านบาท (ณ 2 มี.ค.2552) ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดแยกกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ออกจากหมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development : PROP) ในวันที่ 30 มีนาคม 2552 นี้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นภาพรวมของกองทุนดังกล่าว รวมถึงการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ตลอดจนการหาข้อมูลได้สะดวกและง่ายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ของไทยนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีและน่าสนใจ เพราะมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากหากเปรียบเทียบกับในต่างประเทศที่  REIT หรือ Property Fund ได้รับความนิยมและมีมูลค่าตลาดสูงมาก ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท หรือสิงคโปร์ที่มีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท
หลายๆ ครั้งเวลาที่ผู้เขียนพบกับนักลงทุน มักได้รับคำถามว่า ยังสนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีความเข้าใจถึงวงจรเศรษฐกิจที่มีผลต่อตลาดทุนไทย แต่ยังขาดความมั่นใจว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหนที่ปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่ดี การเลือกลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนหรือนักวิเคราะห์สำนักต่างๆ มักจะมีการแนะนำกองทุนอสังหาริมทรัพย์ให้ติดอยู่ในพอร์ตการลงทุนเสมอ ดังนั้น ผู้เขียนขอให้นักลงทุนทำการบ้านและพิจารณาข้อมูลสถิติที่ผู้เขียนนำมาเสนอนี้ประกอบด้วย
ท้ายที่สุด ผู้เขียนขอฝากกิจกรรมสัมมนาดีๆ สำหรับนักลงทุนที่สนใจหาความรู้และข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจัดโดยนิตยสาร M&W เรื่อง "กองทุนรวมอสังหาฯ เพิ่มโอกาสทำกำไร ลงทุนง่าย กระจายความเสี่ยง" โดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงทางด้านนี้โดยเฉพาะ กำหนดจัดในวันพุธที่ 1 เมษายนนี้ เวลา 14.00-16.00 น. ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ S-E-T Call Center 0-2229-2222 หรือ www.set.or.th

ขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนตามที่ตั้งใจ แล้วพบกันฉบับหน้าค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น