วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : ภาษีเพื่อท้องถิ่น(ตอนที่2)

ปัญหาของระบบภาษีการถือครองทรัพย์สินปัจจุบัน

ก่อนอื่นขอปูพื้นความเข้าใจเรื่อง ภาษีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก่อน กล่าวคือ ประเทศไทยปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน 2 กลุ่มภาษี

กลุ่มที่ 1 คือ ภาษีที่เก็บขณะถือครองในแต่ละปี ได้แก่ ภาษีโรงเรือนและที่ดินกับภาษีบำรุงท้องที่
กลุ่มที่ 2 คือ ภาษีที่เก็บขณะที่มีการโอนเปลี่ยนมือ ได้แก่ ภาษีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์

ภาษีทั้งสองกลุ่มนี้ นอกจากจะอำนวยรายได้ให้แก่ทั้งรัฐและท้องถิ่นแล้ว ภาษีก็มีหน้าที่ของตัวมันเองด้วย
โดย ภาษีที่เก็บขณะถือครองมีหน้าที่ในการบีบให้เจ้าของทรัพย์ต้องหาทางใช้ประโยชน์ทรัพย์ของตนอย่างน้อยให้คุ้มกับค่าภาษีที่เสีย หรือบีบให้คนที่มีทรัพย์สินมากต้องกระจายการถือครองทรัพย์สินออกไป ไม่ใช่ถือไว้เฉยๆโดยไม่ทำประโยชน์ หรือ รอเก็งกำไร ส่วนภาษีที่เก็บขณะที่โอนเปลี่ยนมือ มีหน้าที่ในการเรียกคืนการลงทุนของทั้งรัฐและท้องถิ่นในโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่นการที่รัฐตัดถนนผ่านที่ดิน ท้องถิ่นเข้าไปทำทางเท้า ท่อระบายน้ำ ฯลฯที่ทำให้ทรัพย์
มีราคาสูงขึ้น จึงต้องมีการเก็บภาษีคืนเพื่อที่รัฐและท้องถิ่นจะได้นำเงินไปใช้สร้างความเจริญในจุดอื่นต่อไป

ปัจจุบันเราพบว่า การถือครองอสังหาริมทรัพย์ มีการกระจุกตัว อยู่ในกลุ่มคนที่ร่ำรวย ซึ่งถือครองไว้เป็นจำนวนมาก
ขณะที่คนอีกจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินหรือบ้านเป็นของตนเอง นั่นแสดงว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ไม่อาจทำหน้าที่ในการเป็นภาษีการถือครองได้อย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันภาษี 2 ตัวนี้ ก็ไม่อาจทำหน้าที่ในการอำนวยรายได้ให้แก่ อปท.
อย่างเพียงพอด้วย โดยยอดจัดเก็บภาษีทั้งสองตัวนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18,500 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 5 ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด เนื่องเพราะภาษีทั้งสองนี้มีปัญหาในตัวโครงสร้างอย่างมาก

เมื่อพูดถึงภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ เรามีข้อสังเกตในการแยกพิกัดภาษีแบบง่ายๆ คือ ถ้าเป็นโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างที่ให้เช่า เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรม จะตกอยู่ในพิกัดของภาษีโรงเรือนฯ แต่ถ้าเป็นที่ดินที่ใช้เป็นบ้านที่เจ้าของอยู่อาศัยเองหรือที่ดินที่ใช้ทำการเกษตรจะตกอยู่ในพิกัดภาษีบำรุงท้องที่

ปัญหาข้อบกพร่องของภาษีโรงเรือนฯ 

ในแง่ฐานภาษี ภาษีโรงเรือนฯใช้ฐานค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปี (Rental value) ในการประเมินภาษี จึงมีความซ้ำซ้อนกับการเก็บภาษีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การประเมินค่ารายปีขึ้นกับดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการกำหนด
ค่าเช่าที่สมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ในแง่ของอัตราภาษีก็กำหนดไว้สูงมาก คือ ร้อยละ 12.5 ของค่ารายปี หรือเทียบเท่ากับค่าเช่าเดือนครึ่ง ซึ่งโดยปกติผู้เป็นเจ้าของทรัพย์จะผลักภาระไปยังผู้เช่า หรือถ้าเป็นผู้ประกอบการก็ผลักไปในราคาสินค้าและบริการ

ปัญหาข้อพร่องของภาษีบำรุงท้องที่

ในแง่ฐานภาษี คือราคาปานกลางของที่ดินซึ่งปกติต้องมีการกำหนดทุกรอบ 4 ปี แต่ปัจจุบันยังคงใช้ราคาปานกลางที่ดินที่ใช้ในการประเมินภาษี ปี 2521 - 2524 และมีการลดหย่อนเนื้อที่ดินที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยและทำการเกษตรที่ไม่ต้องนำมาคำนวณเภาษี ตั้งแต่ 50 ตารางวาถึง 5 ไร่ แล้วแต่ อปท.จะกำหนด ถ้าเป็นเขตเทศบาลเมืองลดหย่อนเนื้อที่ดินได้ 50 - 100 ตารางวา เขตเทศบาลตำบลลดหย่อนได้ตั้งแต่ 200 ตารางวาถึง 1 ไร่ หรือเขต อบต.ลดหย่อนได้ 3 - 5 ไร่ การลดหย่อนโดยเนื้อที่เช่นนี้ ทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายหลุดออกไปจากระบบภาษีเพราะมีเนื้อที่ดินต่ำกว่าเกณฑ์ลดหย่อนที่ท้องถิ่นนกำหนด

ในแง่ อัตราภาษี ภาษีบำรุงท้องที่มีโครงสร้างอัตราภาษีที่กำหนดตามชั้นของราคาปานกลางที่ดิน ถึง 34 ชั้นและมีลักษณะถดถอย โดยชั้นราคาปานกลางที่ดินต่ำกว่าไร่ละ 30,000 บาท อัตราภาษีถัวเฉลี่ยร้อยละ 0.50 ส่วนราคาปานกลางที่เกินกว่าไร่ละ 30,000 บาท อัตราภาษีถัวเฉลี่ยร้อยละ 0.25 ของราคาปานกลาง ที่ดินที่ใช้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกเสียภาษีกึ่งอัตรา แต่ถ้าเจ้าของประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุกนั้นด้วยตนเองเสียภาษีอย่างสูงไม่เกินไร่ละ 5 บาท ( กฎหมายเจตนาช่วยเหลือชาวนา แต่กลายเป็นช่องโหว่ของกฏหมายในการเลี่ยงภาษีโดยการปลูกพืชล้มลุกซึ่งมีอายุไม่เกิน 3 ปี)
นอกจากนี้ กรณีทิ้งที่ดินไว้ว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีเพิ่มอีกหนึ่งเท่า แต่โดยข้อเท็จจริงในเรื่องของฐานภาษีที่ไม่เป็นปัจจุบัน ประกอบกับอัตราภาษีที่ต่ำมาก จึงยังคงมีการทิ้งที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่าอยู่เป็น
จำนวนมาก และท้องถิ่นก็เก็บภาษีไม่ได้เพราะเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่เป็นคนที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่แต่ซื้อที่ทิ้งไว้รอเก็งกำไร

ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่การเสียภาษีบำรุงท้องถิ่น เราอาจแบ่ง ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 คือ ผู้ที่ไม่เสียภาษีบำรุงท้องที่ เพราะใช้ที่ดินปลูกบ้านอยู่อาศัยหรือทำการเกษตรด้วยตัวเองและมีเนื้อที่ต่ำกว่าเกณฑ์
ลดหย่อนที่แต่ละท้องถิ่นกำหนด ตั้งแต่ 50 ตารางวา ถึง 5 ไร่

กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ที่เสียภาษีบำรุงท้องที่บ้าง แต่เสียในส่วนของเนื้อที่ดินที่เกินกว่าเกณฑ์ลดหย่อน เช่นมีที่ดิน 100 ตารางวา เทศบาลประกาศลดหย่อนที่ 75 ตารางวา เนื้อที่ที่นำมาคำนวณภาษีคือ 25 ตารางวา โดยใช้โครงสร้างอัตราภาษีที่ถดถอยคำนวณภาษีบนฐานราคาปานกลางปี 2521 -2524 ซึ่งจากการสำรวจพบว่าราคาที่ดินปัจจุบันกับราคาปานกลางปี 2521- 2524 นั้นมีความแตกต่างกันมากบางแห่งต่างกันเป็นร้อยเป็นพันเท่าเพราะผลของการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรืออาจกล่าวได้ว่าเสียภาษีเท่าเดิมมา 30 ปีแล้ว

กลุ่มที่ 3 คือ ผู้ที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ที่ประเมินจากค่าเช่าต่อปีในอัตราภาษีที่สูงถึงร้อยละ 12.5 ของค่าเช่าต่อปีนั้น ซึ่งท้องถิ่นมีอำนาจประเมินค่ารายปีใหม่ได้ทุกปี แต่เจ้าของทรัพย์สินจะผลักภาระภาษีไปยังผู้เช่าโดยสัญญาเช่าหรือผลักภาระไปในราคาสินค้าและบริการ

เมื่อพิจารณาในแง่ความเป็นธรรมโดยเปรียบเทียบ ยกตัวอย่าง กรณีนาย ก.มีบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่อาศัยเอง ได้รับยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่เพราะมีเนื้อที่ดินต่ำกว่าเกณฑ์ลดหย่อน อีกหลังหนึ่งให้ นาย ข.เช่าเดือนละ 1,000 บาท คูณ 12 เดือนเป็นค่ารายปี 12,000บาท คูณอัตราภาษีร้อยละ 12.5 ได้ค่าภาษีโรงเรือนฯเท่ากับ 1,500 บาท ซึ่งมีค่าเท่ากับค่าเช่าเดือนครึ่ง แต่นาย ก.ผลักภาระให้นาย ข. เป็นผู้จ่ายภาษีแทนโดยระบุในสัญญาเช่า ดังนั้นนาย ข.นอกจากจะต้องเสียค่าเช่าให้นาย ก.ในแต่ละเดือนแล้ว ในเดือนเมษายนยังต้องไปจ่ายภาษีโรงเรือนฯที่เทศบาลแทนนาย ก.ด้วย ทั้งที่ นาย ข.อาจไม่มีแม้แต่บ้านเป็นของตนเอง

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความไม่ยุติธรรมของระบบภาษีข้างต้น ที่ภาระภาษีตกอยู่กับคนบางกลุ่ม ขณะที่คนบางกลุ่มไม่ต้องรับภาระภาษี หรือรับภาระภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังกล่าวข้างต้น กระทรวงการคลังจึงเสนอให้นำ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่

หลักการของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

( 1 ) เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นธรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นทุกราย ควรมีส่วนร่วมรับ
ภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของท้องถิ่น ตามหลักประโยชน์ที่ได้รับ (Benefit principle) โดยทั่วถึงกันทั้ง 3 กลุ่ม ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้มีข้อยกเว้น ลดหย่อนน้อยที่สุด เช่น ลดหย่อนให้แต่เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยของคนยากจนและด้วยการลดหย่อนเป็นมูลค่า ไม่ใช่ลดหย่อนเป็นเนื้อที่ เพราะเนื้อที่ดินเท่ากัน แต่มูลค่าที่ดินและบ้านแตกต่างกัน

( 2 ) เพื่อส่งเสริมการปกครองตนเองของท้องถิ่น เมื่อประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมรับภาระภาษี ก็จะทำให้เขาต้องการ
มีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการทำงานของท้องถิ่นว่าจะนำเงินของเขาไปใช้จ่ายในทางที่เกิดประโยชน์แก่เขาอย่างไรหรือไม่

( 3 ) เพื่อช่วยให้มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยการกระจายการถือครองทรัพย์สิน ทำให้ราคา
อสังหาริมทรัพย์ถูกลง จนคนยากคนจนมีโอกาสเป็นเจ้าของได้ เพราะคนที่มีมากเมิ่อมีภาระภาษีมากขี้นก็ต้องปล่อยทรัพย์สินออกสู่ตลาด



สาระสำคัญของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  1. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นทรัพย์สินของรัฐ
  2. อำนาจในการจัดเก็บภาษี ยังคงกำหนดให้ อปท. มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขต อปท.นั้น ภาษีที่จัดเก็บในเขต อปท.ใดยังคงเป็นรายได้ของ อปท.นั้น
  3. ทรัพย์สินที่จัดเก็บภาษี ได้แก่
    ที่ดิน ซึ่งหมายความรวมถึง พื้นที่ที่เป็นภูเขา หรือที่เป็นน้ำด้วย
    สิ่งปลูกสร้าง หมายความว่า โรงเรือน อาคาร ตึก คลังสินค้า แพ และสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
  4. ทรัพย์สินที่ยกเว้นการจัดเก็บภาษี ได้แก่
    (1) ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
    (2) ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
    (3) ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ โดยมิได้หาผลประโยชน์
    (4) ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการของสหประชาชาติ ทบวงการชำนาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่นซึ่งมีข้อผูกพันที่ต้องยกเว้นภาษี
    (5) ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูต หรือสถานกงสุลของต่างประเทศ
    (6) ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย
    (7) ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าเป็นของศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้า โดยมิได้หาผลประโยชน์
    (8) ทรัพย์สินที่เป็นสุสานสาธารณะ หรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
    (9) ทรัพย์สินของเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจ เฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการใช้หรือประชาชนใช้โดยมิได้หาผลประโยชน์ เช่น การยกถนนที่ตัดผ่านกลางหมู่บ้านเอกชนให้ประชาชนใช้เป็นทางลัดออกสู่ถนนใหญ่
    (10) ทรัพย์สินตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
  5. ฐานภาษี คือ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง รวมกับมูลค่าทรัพย์สินอื่นอันติดกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ทั้งนี้ ให้หักค่าบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุด ร้อยละ 1 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 10
  6. การลดหรือยกเว้นภาษี ได้แก่
    (1) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป
    (2) กรณีที่มีเหตุทำให้ที่ดินได้รับความเสียหายหรือสิ่งปลูกสร้างถูกทำลายจนต้องซ่อมแซมในส่วนที่สำคัญ
    (3) ยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน โดยมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองไม่เกิน
    มูลค่าที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา
    (4) ยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมไม่เกินมูลค่าที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
  7. การคำนวณฐานภาษี ให้นำบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งจะมีการประเมินใหม่ทุก 4 ปี มาใช้ในการประเมินฐานภาษี โดย

    (1) ที่ดินที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ซึ่งในกรุงเทพมหานครและเทศบาลในจังหวัดใหญ่ๆบางแห่ง มีการประเมินราคาเป็นรายแปลงแล้ว นอกนั้นเป็นการประเมินราคาที่ดินรายบล็อก ซึ่งจะต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่ อปท.ให้ตีราคาที่ดินแต่ละแปลงได้เหมือนเวลาที่เจ้าพนักงานที่ดินใช้บัญชีราคาประเมินดังกล่าวในการประเมินเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

    (2) ที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้าง ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรวมกับราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้าง ทั้งนี้ ไม่รวมเครื่องจักร เพราะมุ่งเก็บภาษีเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ไม่เหมือนกรณีภาษีโรงเรือนฯปัจจุบันที่ให้คิดค่ารายปีเครื่องจักรรวมค่ารายปีโรงเรือนฯแล้วลดหย่อนค่ารายปีเหลือ 1 ใน 3 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมแล้ว ภาระภาษีก็ยังสูงมากไม่ส่งเสริมอุตสาหกรรมตามที่ตั้งใจ อนึ่งในการนำบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างมาคำนวณเป็นฐานนี้ เจ้าหน้าที่ อปท.ต้องแยกลักษณะสิ่งปลูกสร้างให้เข้าตามประเภทสิ่งปลูกสร้างที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 61 ประเภท เช่น ประเภทบ้านไม้ชั้นเดียว ประเภทบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ฯลฯ และนำราคาประเมินต่อตารางเมตรมาคำนวณฐานภาษี โดยไม่นำบัญชีค่าเสื่อมราคามาคำนวณด้วย แต่ให้หักเป็นค่าบำรุงรักษาแทนในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีแต่ไม่เกินร้อยละ 10 โดยถือว่าเจ้าของทรัพย์ย่อมบำรุงรักษาทรัพย์ให้คงสภาพเดิมตลอดเวลา

    (3) ห้องชุด ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุด ซึ่งมีการประเมินตามราคาตลาดเป็นรายอาคารชุด
    (4) ทรัพย์สินอื่น ประเมินมูลค่าตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
  8. อัตราภาษี กำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมี 3 อัตรา คือ

    อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี
    อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี
    อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี
    กรณี อปท.ใด มีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตน ให้ อปท.มีอำนาจออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่คณะกรรมการฯกำหนดได้ แต่ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด
    กรณีทิ้งที่ดินไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ใน 3 ปีแรก ให้เสียภาษีในอัตรา ไม่ต่ำกว่าอัตราภาษีทั่วไปที่คณะกรรมการฯกำหนด แต่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และหากยังไม่ได้ทำประโยชน์อีก ให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษี
  9. คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

    ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยมีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่กำหนดอัตราภาษีในทุกรอบระยะเวลา 4 ปี พิจารณากำหนดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เสนอแนะการลดอัตราภาษีสำหรับทรัพย์สินบางประเภท ติดตามการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาอุปสรรคการดำเนินการ และเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

    โดยมีคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บภาษีประจำจังหวัด ทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลภาษีที่รับชำระในปัจจุบัน มูลค่าที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและห้องชุดของผู้เสียภาษีทุกราย จากอปท.ในจังหวัด ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เสนอแนะการจัดประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และจัดส่งข้อมูลให้คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีฯ
  10. แนวทางการปฏิบัติจัดเก็บภาษี

    (1) การสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก่อนการสำรวจ ผู้บริหารท้องถิ่นต้องประกาศ กำหนดระยะเวลาที่จะทำการสำรวจ และแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ทำการ อปท. พนักงานสำรวจมีอำนาจทำการสำรวจ รวบรวมข้อมูลรายละเอียดที่จำเป็นในการประเมินภาษี โดยมีอำนาจเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องและเข้าไปในบริเวณที่สำรวจได้
    (2) การจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อสำรวจเสร็จแล้ว พนักงานสำรวจต้องจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้เสียภาษีแต่ละราย โดยแสดงประเภท จำนวน และขนาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการประเมินภาษีและประกาศบัญชีดังกล่าวที่สำนักงาน อปท.ไม่น้อยกว่า 30 วันเพื่อให้เจ้าของทรัพย์สินได้มีโอกาสตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดจะได้ร้องขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง
    (3) การประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษี พนักงานประเมินต้องทราบข้อมูล เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือห้องชุด ข้อมูลการซื้อขาย ขนาดที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินต่อตารางวา หรือต่อไร่ ประเภทและขนาดของสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุด ราคาประเมินทุนทรัพย์โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุด อายุของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง
    (4) การแจ้งการประเมินภาษีและส่งแบบแสดงรายการเสียภาษี ก่อนเริ่มปีภาษี พนักงานประเมินจะแจ้งการประเมินและส่งแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีล่วงหน้าก่อนวันที่ 1 มกราคมของปีนั้น โดยระบุรายละเอียดการประเมินภาษี ในการประเมินภาษีพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกผู้เสียภาษีหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ ส่งเอกสาร หรือหลักฐานอื่นใดมาใช้ตรวจสอบ
    (5) การชำระภาษี ผู้ เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมชำระภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นคนละเจ้าของกัน ให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบฯพร้อมชำระภาษี ทั้งนี้ผู้เสียภาษีอาจมอบหมายให้บุคคลอื่นยื่นแบบฯและชำระภาษีแทนตนได้
    (6) การผ่อนชำระภาษี ผู้เสียภาษีอาจผ่อนชำระภาษีเป็นงวด งวดละเท่าๆกันก็ได้ จำนวนเงินภาษีที่จะมีสิทธิผ่อนชำระ หลักเกณฑ์วิธีการผ่อนชำระให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่ชำระภาษีตามระยะเวลาที่กำหนด ให้หมดสิทธิผ่อนชำระ และเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระ
    (7) การคัดค้านและการอุทธรณ์การประเมินภาษี ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์คัดค้านและขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาทบทวนการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีได้ มีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษี และมีสิทธิ์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯต่อศาลได้ภายในเวลาที่กำหนดโดยลำดับ
  11. บทเฉพาะกาล ในช่วง 2 ปีหลังจากที่กฎหมายผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา

    (1) ให้ใช้กฎหมายปัจจุบันต่อไปเฉพาะการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่ก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ
    (2) ให้มีการอภัยโทษทางภาษี โดยการยกเว้น เงินเพิ่ม และความรับผิดทางอาญา ถ้าได้มาขอเสียภาษีที่ค้างชำระให้ครบถ้วน
    (3) มีการบรรเทาภาระภาษีอันเกิดจากผลกระทบในการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายใหม่ โดยในปีที่หนึ่งให้รับภาระเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ปีที่สองรับภาระเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ปีที่สามและปีที่สี่ให้รับภาระเพิ่มขึ้นเต็มจำนวน
    (4) ให้มีการเตรียมความพร้อมก่อนการจัดเก็บภาษี โดยกำหนดให้กรมที่ดินจัดทำแผนที่ระวางที่ดินดิจิตอล กรมธนารักษ์จัดทำบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ ส่งให้ อปท.นำไปใช้ในการประเมินจัดเก็บภาษี โดยต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ อปท.ให้มีความพร้อมในการจัดเก็บภาษีตามระบบใหม่
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการนำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้

(1) ทำให้ระบบภาษีการถือครองทรัพย์สินดีขึ้น เนื่องจากปัจจุบันภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ไม่อาจทำหน้าที่ในการเป็นภาษีการถือครองที่ดีเพราะมีข้อยกเว้นลดหย่อนมากดังได้กล่าวแล้ว แต่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งกำหนดโดยมีข้อยกเว้นลดหย่อนน้อยที่สุดจะมีภาระภาษีที่เป็นตัวบีบให้เจ้าของต้องหาทางทำประโยชน์ในทรัพย์สินที่ถือครองอยู่อย่างน้อยเท่ากับค่าภาษีที่เสีย หรือถ้ามีทรัพย์สินมากเป็นภาระไม่คุ้มกับการถือไว้เฉยๆเพื่อรอเก็งกำไรก็ต้องจำหน่ายจ่ายโอนออกไป จึงช่วยลดการกักตุนที่ดินเพื่อการเก็งกำไรอีกด้วย
(2) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองของท้องถิ่นโดยประชาชนทุกคนเมื่อมีส่วนร่วมกันเสียภาษีบำรุงท้องถิ่นแล้วย่อมต้องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าเป็นไปตามความต้องการของเขาหรือไม่และการใช้จ่ายถูกต้องเพียงใด
( 3 ) ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถกำหนดอัตราภาษีสูงกว่าอัตราที่คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีกำหนดได้ ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยออกเป็นข้อบัญญัติแต่ไม่เกินอัตราเพดานที่กำหนดในพระราชบัญญัติ
( 4 ) ฐานภาษีกว้างขึ้นเพราะกระจายภาระให้เจ้าของทรัพย์สินทุกคนต้องร่วมกันเสียภาษีบำรุงท้องถิ่น ทำให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น ภาระภาษีที่ผลักไปยังผู้เช่าทรัพย์สินและผู้ที่ซื้อสินค้าและบริการลดลงเนื่องจากเจ้าของบ้านเช่าและผู้ประกอบการมีภาระภาษีลดลง
( 5 ) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้มากขึ้น เพียงพอต่อการใช้จ่าย ในการจัดบริการสาธารณะตอบสนองความต้องการของคนในท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง ลดภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินงบประมาณไปใช้ในเการพัฒนาด้านอื่นได้มากขึ้น 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น